วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อริยะ..คืออะไร?..อริยชน..อริยบุคคล..คือใครเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือ..อริยะ..

อริยสงฆ์..อริยชน..อริยบุคคล..รวมถึงอารยประเทศ..เป็นคำที่ใช้กันแบบหูหนาตาเหลือก(มากมาย) หลายคนยังไม่ทราบความหมายที่แท้จริงของคำว่าอริยะ จนบางครั้งบางที่คิดว่าตัวเองคืออริยะด้วยเช่นกัน

สัตว์บนโลกใบกลมๆนี้มีหลากหลายพันธ์ แต่ละเผ่าพันธ์ก็มีการสื่อสารระหว่างเผ่าพันธ์ของตน โดยจะมีบ้างที่การสื่อสารสามารถสร้างความเข้าใจในสื่อนั้นๆข้ามสายพันธ์ได้..คน..เกิดมาเพราะบุญเก่าเกื่อหนุนจนสามารถเกิดเป็นคนได้ และยากนักที่จะมีโอกาสสังเกตุได้ว่า สัตว์เดรฉานทั่วๆไปมีจำนวนมากกว่าคนหลายๆล้านเท่า เช่นมดปวกเป็นต้น และคนอีกนั้นเหละที่มีโอกาสสร้างความดีเพื่อต่อยอดบุญไปในโอกาสต่อๆไปได้อีก เพื่อที่จะมีโอกาสเกิดมาเป็นคนได้อีกครัง..แต่คนส่วนมากมักจะมองไม่เห็นตรงนี้และ
ไม่สนใจในการทำสิ่งดีๆเพื่อสะสมบรมีต่อครับ..น่าสงสารคนที่กะเสือกกะสนจะเป็นมนุษย์..แต่เป็นได้แค่คนเท่านั้น...

อริยะ..เป็นคำคุณศัพย์ที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อบงบอกถึงคุณสมบัติของสิ่งที่ต่อท้ายว่าเป็นอริยะ..แล้วคำว่าอริยะ หมายความว่าเช่นไร..อริยะ..มาจากคำ2คำคือ ..อ.(อะ)แปลว่าไม่..กับคำว่า..ริยะ..ซึ่งมาจากคำว่า วิริยะ แปลว่าพยายามน้อยนิด


เมื่อรวมกันเข้าแปลว่า..ไม่พยายามแม้แต่น้อยนิด..นั้นหมายถึงการกระทำของคำที่ต่อท้ายไม่ต้องมีความพยายามแม้แต่น้อยนิดในการสร้างกุศล หรือทำความดีเพื่องสังคมและตนเอง หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่มีการฝื้นใจตนในการกระทำใดๆที่เป็นกุศล
ทุกการกระทำเป็นไปตามธรรมชาติ เช่นไม่โกหก ไม้ฆ้าสัตว์แม้แต่มด โดยไม่ฝื้นใจเลยแม้แต่น้อยนิดเป็นไปตามขบวนการของธรรมชาติคือความมีเมตตานั้นเอง ทีนี้ลักษณะของอริยะที่เราพอจะมองเห็นได้ง้ายๆเป็นอย่างไร..

วิถีอริยะ(หรือทางดำเนินชีวิตของอริยะ)มี4ลักษณะใหญ่ๆคือ
1.กินง่าย อยู่ง่าย ลักษณะการกินอริยะจะกินเพื่อหล่อเลียงสังขารคือร่างกายไม่ให้เสื่อมโทรม ไม่กินเพื่อทำร้ายร่างกายนี้แม้แต่น้อย อาหารใดที่สามารถทำร้ายร่างกายจะไม่นำเข้าสู่ร่างกายเด็ดขาด ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไม่ใช่อริยะ เขาจะกินเพื่อความสนุก
กินเพื่อสิ่งอื่นๆที่ตรงกันข้าม ต้องยุ่งยาก ต้องที่ๆต้องการ ต้องสวยงาม ต้องอร่อย ต้องฯลฯเพราะเขามีชีวิตอยู่เพื่อจะกินโดยไม่คำนึงถึงว่าจะทำร้ายร่างกายที่มีพระคุณต่อเขา(จิต)แต่อย่างไร..
กรณีอยู่ง่าย ก็เช่นกันสำหรับอริยะแล้วไม่สนใจว่าที่อยู่นั้นจะอำนวยความสะดวกสบายแค่ไหน ขอเพียงคุ้มกันแดดร้อน เปียกฝน หรือลมหนาวได้เป็นพอ สำหรับสิ่งที่ไม่ใช่จะคำนึงถึงความสะดวกสบายหรูหราเป็นหลัก สวยงาม และดูดี เป็นต้น
2.ไม่เบียดเบียนใคร..แม้แต่ตนเอง..การกินเนื้อสัตว์ก็ถือว่าเบียดเบียนสัตว์เช่นกัน การก่อสร้างถาวรวัตถุก็ถือว่าเบียดเบียนด้วย เพราะอริยะไม่ต้องการให้ใครมาลำบากหรือเป็นทุกข์เพื่อตนเอง
3มุ่งแต่ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นก่อนเสมอ โดยการกระทำส่วนมากจะเน้นเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ส่วนร่วมก่อน หากผลนั้นๆจะส่งต่อยังตนก็เพียงหลังจากผู้อื่นได้รับแล้วทั้งสิ้น
4.เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ และรักษาศิล5ครบเป็นอย่างน้อย

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ใคร ?คือ..อรหันต์..ท่านอยู่ที่ไหน..พระองค์ไหนเป็นอรหันต์บ้าง ?

มีคำถามกันมากมายเกียวกับพระ ซึ่งในขณะเดียวกันสังคมพระในประเทศกำลังบอกถึงความล้มเหลวในการปกครดงสงฆ์มากยิ่งขึ้น มีพระผู้ใหญ่หลายคนทำผิดวินัยสงฆ์ร้ายแรง และได้รับการปกป้องจาก
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง โดยไม่สนว่าเป็นการทำร้ายศาสนาอย่างตรงๆ จึงทำให้เกิดคำถามในเหล่าชาวพุทธทั่วไป..
เสื่อม!! จับ พระ มั่วสีกาคาหนังคาเขา แถมค้า-เสพยาบ้า สารภาพให้มานอนแลกยา
เรามาทำความเข้าใจในการทำบุญที่ถูกต้องกันเสียก่อน เราควรเตรียมตัวอย่างไรในการทำบุญ และควรทำกับใคร..
 1.สิ่งของที่จะนำไปทำบุญ..ที่ทุกคนจะต้องเตรียมควรเป็นสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการนำไปใช้เพื่อการปฏิบัติกิจของสงฆ์ หรือบุคคลที่รับทานนั้นๆ เท่านั้น และต้องเป็นของที่บริสุทธ์
   คือไม่เบียดเบียนชีวิตคนอื่น หรือสัตว์อื่นๆ หรือขโมยเขามา โกงเขามา หรือมาจากการค้าที่ไม่บริสุทธิ์เช่นค้ามนุษย์(กาม)ได้จากการพนัน เป็นต้น

 2.เจตตนาของผู้ให้ทานต้องบริสุทธิ์ หมายถึงตั้งใจที่จะสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น และไม่เจาะจงเฉพาะคนๆหนึ่งคนใดแต่เจาะจงเพื่อประโยชน์โดยตรงของผู้รับ
  โดยเฉพาะ

 3.ผู้รับต้องบริสุทธิ์ หากเป็นพระสงฆ์ต้อง กล่าวคือ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ โดยสิ้นเชิง อันหมายถึงพระอริยบุคคล หรือพระภิกษุสามเณร เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์และเป็นผู้กำลังปฏิบัติเพื่อกำจัด ราคะ โทสะ โมหะ
  ไม่ใช่มาบวชเพื่อที่จะเข้าเรียนในมหาลัยสงฆ์โดยเสียเงินน้อยๆเป็นต้น สำหรับบุคลต้องเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือที่แท้จริง เดื่อดร้อนจากการขาดสิ่งของที่เรานำไปให้ทานแท้จริงและต้องไม่นำไปทำในทางอกุศลกรรมต่อจากที่ได้รับ

เหล่านี้คือการทำบุญที่มีโอกาสได้กุศลแรงเต็มตามที่เราเสียสละทั้ง3ข้อจะต้องเกิดก่อนที่จะไปทำบุญ และไม่ได้ทำเสเสร้งต้องเกิดจากความจริงของจิตเราโดยแท้
มีคำถามว่า..ใคร?คืออรหันต์..ใคร?..คือคนดี..ท่านทราบไหมว่าคนที่เป็นผู้ร้ายเขาจะรู้ว่าใครคือผู้ร้ายหรือทำอาชีพที่เหมือนตนบ้าง เช่นเดียวกับตำรวจก็พอจะรู้ว่าใครคือตำรวจบ้าง สาเหตุเนื่องจากการกระทำในทุกอิริยาบทจะไกล้เคียงกันเสมอ จึงพอที่จะประมาณได้ว่าใครที่เหมือนเรา
หากเราต้องการอยากทราบว่าใครเป็นคนดีที่แท้จริงบ้าง..เราต้องเป็นคนดีเสียก่อน..เพราะคนดีเขาจะไม่บอกว่าเขาเป็คนดี และหากเราเคยทำตัวเป็นคนดีมาตลอดเวลาจะทำให้เรารู้ว่าการทำดีนั้นเป็นเช่นใด เมื่อเห็นคนอื่นที่เขาทำเหมือนกับที่เราทำก็พอจะประมาณได้ว่าคนๆนั้นคือคนดี
ดังนั้นหากต้องการคบคนดี เพื่อเป็นศรีแห่งตน ตัวเองต้องเป็นคนดีเสียก่อนเสมอ และหากอยากรู้ว่าพระองค์ไหนเป็น พระอรหันต์ เราต้องเป็นอรหันต์ก่อนจึงจะรู้..อรหันต์เท่านั้นจึงจะรู้ว่าใครคืออรหันต์ครับ..

ไม่มีอะน่าเสียใจสักนิด..กับชีวิตเมื่อวันวาน

"ไม่มีอะไรน่าเสียใจเลยสักนิด กับชีวิตเมื่อวานนี้
ไม่มีอะไรน่ากังวลใจเลยสักนิด กับชีวิตที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้
จะมีแต่ความทุกข์ใจ หากไม่คิดที่จะทำในวันนี้
และจะมีแต่ความเศร้าใจ หากไม่เปลี่ยนแปลงตนเองตั้งแต่วันนี้
จงจัดการกับปัจจุบันให้ดีเถิด
แล้วอนาคตก็ปล่อยให้มันดูแลตัวของมันเอง"


ศิลปของการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขนอกจากการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นแล้ว
ยังต้องรู้จักวิธีควบคุมดูแลตนเอง และทำวันนี้ให้ดีที่สุด
อีกทั้งไม่กลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดั่งคำที่ว่า "อย่ากลัวอนาคต และอย่าร้องไห้กับอดีต"ศิลปการดำรงชีวิตนั้น อยู่ที่รู้จักการรอคอย และเตรียมรับมือว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยไม่กลัวหรือกังวลในระหวางการรอคอย

ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นสักสิบเรื่อง มักจะเกิดเพียงเรื่องเดียว และเมื่อเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนกับที่หวาดกลัวหรือจินตนาการใว้ในใจ ซึ่งมักจะมีส่วนประกอบอื่นๆเกิดขึ้นอีกมากที่จะช่วยให้ความร้านแรงลดน้อยลง

ดังนั้นจงทำวันนี้ เดียวนี้ให้เต็มที่อย่างดีที่สุด โดยไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งที่ยังไม่เกิด
ขึ้นหรือยังมาไม่ถึง..หลวงปู่ชาบอกว่า "จงเป็นคนปลูกต้นไม้เถิดโยม อย่าเป็นเลยต้นไม้" จงทำหน้าที่ของคนปลูกต้นไม้ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องการโตออกดอกออกผลมันเป็นเรื่องของต้นไม้
ไม่ใช่เราเพราะฉนั้นมันจะออกมาเป็นอะไรก็เรื่องของมันเราทำดีที่สุดแล้ว...

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เชิญทำบุญ ปล่อยสัตว์ เพื่อสร้างกุศล โดยไม่ต้องเสียเงิน และเสียแรง

การทำบุญ หรือการให้ทานตามคติของชาวพุทธที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน หรือทรัพย์ใดๆ ขอเพียงแค่เป็นความจริงใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจากการให้เท่านั้น บุญกุศลเกิดขึ้นทั้นที โดยไม่ต้องรอการให้พร(สัพพีตีโย..ฯลฯ)จากพระหรือใครๆ การทำบุญหรือการให้ทานสิ่งที่เราได้ทันทีคือการฝึกให้เราลดความตระหนี่ในตัวออกไปทำบ่อยๆก็จะจางหายไปในที่สุด

ผมมีโครงการร่วมกันปล่อยสัตว์จำนวนมากโดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ได้ผลและปล่อยสัตว์จำนวนครั้งละมากๆ หากเราทำกันทั้งประเทศ ในหนึ่งวันสามารถปล่อยชีวิตสัตว์นับเป็นพันๆตัวเลยทีเดียวครับ..
      วิธีการนั้นง้ายมากครับ เพียงแต่ทุกท่านหยุดทานเนื้อสัตว์วันละมื้อเดียวของแต่ละวันเท่านั้น(ต้องมื้อใดมื้อหนึ่งเป็นประจำเช่นมื้อเช้าก็ต้องมื้อเช้าตลอดไป)หากพร้อมๆกันทั้งประเทศคุณลองคิดดูว่าสัตว์จะรอดชีวิตไปเท่าไรต่อวันโดยไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาเลยครับ

     เต้าหู้เป็นวัตถุดิบในการใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์ได้หลากหลายเมนู โดยเฉพาะเต้าหู้ออแกนิด ของพีเหน่งทำอาหารได้อร่อยในทุกเมนู


ดร.ดนัยยา(หนิ้ง)เป็นอีกท่านหนึ่งได้ทำทานแล้วยอมรับว่าอร่อยที่สุดเท่าที่ทำอาหารทานตั้งแต่เกิดมาครับ หากท่านที่อยู่แถวถนนเจริญนครเชิญไปทดลองทานได้ที่ร้านสุธัญทิพย์
 
ปากซอยเจริญนคร36 หรือที่ตลาดบองมาเซ่ ไกล้วัดเสมียนนารี ร้านซาลาดา ออแกนิค และที่สพายควาย ซอยอารี ซอยแรกซ้ายมือ(บ้านอารีย์)ร้านเอเจมังสวิรัติครับลองทานดูนะครับ..

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการสร้างความสุขในชีวิตแบบง้ายๆ..ไม่ต้องลงทุน..ไม่ต้องมีสถานที่..ทำได้ทันที

 มีคำถามว่า..ระหว่างความสุขกับความสำเร็จ..สิ่งไหนสำคัญที่สุดและคุณต้องการสิ่งไหนก่อนกัน..
     หลายคนมีคำตอบที่หลากหลาย หลายคนยังไม่เข้าใจคำถาม หลายคนเข้าใจในนิยามของคำที่ไม่ถูกต้อง  จึงทำให้คนเราทุกวันนี้ติดอยู่กับวังวนของความไม่รู้(อวิชชา)แล้วนำเอาความไม่รู้นั้นๆมาแก้ปัญหาของชีวิต แล้วผลที่ได้รับคือ..ความทุกข์..ตลอดเวลา
    ภาษา..คือตัวปัญหาที่ทำให้คนทั่งไปเกิดการวิวาท เป็นข้าศึกซึ่งกันและกัน ทำร้ายทำลายกันตลอดเวลาสาเหตุใหญ่มาจากภาษาที่ใช้สื่อกันนั้นเอง คำๆเดียวแต่ละคนแปลแต่ละความหมาย บางทีความหมายผิดไปจากผู้สื่อต้องการอีกต่างหากด้วย สาเหตุมาจากข้อมูลของแต่ละคนไม่เท่ากัน(ข้อมูลคือการรับรู้ในรายละเอียดของสิ่งๆนั้น)เมื่อภาษาคือตัวปัญหาแต่ในชีวิตประจำวันเราต้องใช้ภาษาในการสื่อสารเราต้องทำอย่างไร...

   ภาษามี 3 ลักษณะ ภาษาพูด(เสียงทุกชนิด)ภาษาภาพ(ตัวอักษร รูปภาพ และการมองเห็น)ภาษากายคือการแสดงออกของร่างกายต่อการสื่อในครั้งนั้น(เป็นภาษาที่พูดแต่ความเป็นจริง หากใครสนใจเรียนวิธีการอ่านภาษากายติด่อผมได้ครับสอนฟรี) ภาษาทั้งหมดเป็นต้นเหตุให้เกิดความทุกข์ได้เช่นกัน......
   ดั่งเช่นคำว่า..ความสุข กับความสำเร็จ..หลากหลายคำแปลของผู้คนโดยคำแปลเหล่านั้นไม่สามารถสื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ การสื่อสารของภาษา  จึงทำให้ผู้คนคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วกระทำลงไปทำเท่าไรก็ไม่เห็นผลสักที แล้วแก่นแท้ของมันคืออะไรละ..?
   ความสำเร็จ...คือการได้มาในสิ่งที่เราพอใจ..นี้เป็นนิยามที่ถูกต้องที่สุด ทุกครั้งที่ได้ในสิ่งที่คุณพอใจคุณจะรู้สึกได้ว่ามันสำเร็จในการกระทำครั้งนั้นๆเสมอ แต่ความสำเร็จไม่เคยมีครั้งเดียว และทุกผู้คนยังอยากสำเร็จตลอดเวลา ได้ 100 ก็จะเอา1000 และมากขึ้นต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด มีบางคนเคยบอกผมว่า หากรวยขึ้นมามีเวลาจะไปออกกำลังกาย..โธชีวิต..ฮิฮิฮิ
   ความสุข...คือความเป็นอิสระภาพ..หากเราไร้ซึ่งอิสระภาพแล้ว จะหาความสุขได้อย่างไร อิสระภาพหมายถึง การหลุดพ้นจากสิ่งยึดเหนียว  คนไทยส่วนมากไม่ได้เป็นไทย แต่มีชีวิตอยู่แบบทาสตลอดเวลาเป็นทาสของยี่ห้อ ของประเพณีวัฒนะธรรม และอื่นๆอีกมากมาย และที่สำคัญคนไทยชอบส่วนมากให้คนอื่นเป็นผู้นำชีวิตตนเอง..

   ดังนั้น หากเรามีแต่ความสำเร็จคุณจะไม่พบความสุขเลยชั่วชีวิต(หลายคนบอกว่าหากรวยมีเงินมากๆก็มีสุขเอง..นั้นแสดงว่าไม่รู้จักความสุขที่แท้จริงและไม่รู้จักความทุกข์ ความสุขที่พบต้องอาศัยสิ่งอื่นมาประกอบเช่นอยากได้ภรรยาจึงจะมีสุขหากขาดภรรยาก็ต้องทุกข์ เป็นต้น เพราะมันคือกิเลส  ความสุขที่แท้จริงเกิดด้วยตัวของมันเอง เป็นสุขที่ใจไม่มีสิ่งอื่นมาประกอบ)เมื่อคุณพบความสุขที่แท้แล้วจิตใจคุณจะสงบนิ่งความคิดจะมีอานุภาพมากๆความสำเร็จก็จะตามมาทันที่ครับ..
   เมื่อความสุขคือ อิสรภาพ..คือการหลุดพ้นจากสิ่งผูกมัด..ลองถามใจตนเองดูว่าทุกวันนี้มีอะไรมารัดดึงจิตคุณไม่ให้มีอิสระได้บ้าง แล้วค่อยๆสลัดให้หลุดไป ทำบ่อยๆก็จะชินไปเองครับ
การให้อภัยกับทุกสิ่งที่ขัดใจเราถือได้ว่าเป็นการสร้างความสุขที่ง่ายๆอีกรูปแบบหนึ่งครับ ครั้งแรกๆอาจจะดูลำบากอยู่บ้างแต่พอทำบ่อยๆจะรู้ได้ว่ามันง่ายครับและได้ผลเร็วจริงๆครับ

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คุณทราบไหม..เราทุกคนเป็น..อมตะ

อมตะ..เป็นการผสมคำสองคำมารวมกัน คือคำว่า..อ..แปลว่าไม่ กับคำว่า..มตะ..มาจากคำว่ามฤตหรือมฤตยูแปลว่า..ตาย..ดังนั้น อมตะคือไม่ตาย..เราทุกคนไม่มีวันตายครับเป็นอมตะตลอดกาล..คุณเชื่อไหม..?
        อะไรจะขนานนั้นครับ..ใครๆก็อยากเป็นผู้อมตะทั้งนั้นครับ และทุกคนก็เป็นอยู่แล้วโดยธรรมชาติเพราเรา..คือตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นอมตะตลอดไป..ไม่ใช่รูปร่างหรือBodyที่เราสวมไส่อยู่นี้นะครับอันนี้เป็นเพียงแค่เปลื่อกที่เรายืมของที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาใช้ชั่วคราว ถึงเวลาเราก็จะเปลี่ยนBodyใหม่กันทั้งนั้นแหละครับอยู่ที่ว่าคุณต้องการมีBodyแบบไหนกันคุณเลือกได้ด้วยครับ การเปลี่ยนแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้างแต่ไม่มากขึ้นอยู่กับรูปแบบที่เราต้องการครับ..
       เรา..ในที่นี้หมายถึงจิตครับ จิตคือตัวตนที่แท้จริงของเรา จิตเป็นพลังงานไม่มีตัวตนที่สัมผัสได้ แต่ให้ความรู้สึกได้ เช่นพลังงานความร้อนหาไม่เจอรูปร่างแต่เรามีความรู้สึกได้ จิตก็เป็นเช่นนั้นเมื่อไรออกจากร่างนี้ก็จะไปหาร่างใหม่อยู่ทันที ดังนั้นจิตหรือเราที่แท้จริงจึงไม่มีวันตายครับ..

      จิต..มีหน้าที่อยู่ 3 อย่าง 1.เป็นตัวรับสิ่งที่มากระทบ(จาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)แล้วนำมาประมวลตามฐานข้อมูลที่มีอยู่ แล้ววิเคราะห์ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วส่งต่อไปยังหน้าที่ใหม่ 2.มีหน้าที่จดจำสิ่งที่ประมวลและวิเคราะห์ทุกครั้งเก็บไว้ในหน่วยความจำที่ไม่มีวันเต็ม เมื่อต้องการข้อมูลเพื่อประมวลสิ่งที่มากระทบใหม่จิตจะนำเอาข้อมูลที่เก็บไว้ในหน่วยความจำออกมาเปรียบเทียบและระบุว่าสิ่งนั้นคืออะไร
(ความทรงจำหรือจิตไต้สำนึก)หลังจากนั้นก็ส่งต่อไปยังหน้าที่ที่ 3.หน้าที่สั่งการไปยังหน่วยควบคุมร่างกาย(Body)คือสมองโดยสั่งให้สมองสั่งการไปยังส่วนต่างๆของร่างกายให้เดิน ให้กระดิกนิ้ว ให้อ้าปาก เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งจิตจะสั่งไปยังกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถอยู่ในความควบคุมของสมองอีกทางหนึ่ง แล้วจิตติดต่อกับสมอง และกล้ามเนื้อได้อย่างไร..ในเมื่อมันเป็น พลังงาน
      จิตสั่งการด้วย คลื้นไม่มีสายหรือเส่นประสาทเพราะจิตเป็นพลังงาน ดังนั้นการที่หมอตรวจจับคลื้นได้แล้วระบุว่าเป็นคลื้นสมองนั้นจึงน่าจะผิด..แท้ที่จริงมันน่าจะเป็นคลื้นของจิตมากกว่าครับ..ความสำคัญอยู่ที่จิตมีหน้าที่จดจำทุกการกระทำของคุณ หากคุณทำดีจิตจะจำส่วนดีนี้ไว้เป็นข้อมูลที่ดี แต่หากคุณทำไม่ดี จิตก็จะจำส่วนไม่ดีเอาไว้เช่นกัน เมื่อสะสมมากๆข้อมูลที่จิตส่งออกมาบังคับส่วนต่างๆของร่างก็เป็นไปตามการเปรียบแทบของจิตตามข้อมูลที่มี

      หากคุณอยากได้ร่างใหม่ที่ดีตามความต้องการของคุณ กุศลคือสิ่งที่จะนำไปแลกเพื่อให้ได้ร่างใหม่ตามที่ต้องการ ต้องการได้ร่างคนคุณต้องทำความดีไม่เบียดเบียนใครๆให้มากๆสะสมเป็นแต้มเก็บไว้เพื่อแลกกับร่างใหม่ตามใจต้องการครับ..ไม่แพงดังที่คิดเพราะการทำดีไม่ต้องใช้เงินหรือวัตถุใดๆ ใช้แต่ความเป็นจริงของจิต แค่รู้จักให้อภัยกับทุกสิ่งที่มากระทบความไม่พอใจเราตลอดเวลาแค่นี้คุณก็อาจจะได้ร่างเกือบเท่าเทวดาก็ได้ใครจะไปรู้ครับ...

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เมื่อท่านหัวเราะ..โลกจะหัวเราะกับท่าน..หากท่านร้องไห้..ท่านจะร้องไห้คนเดียว..

"มนุษย์มิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเข้าใจชีวิต..แต่สร้างขึ้นมาเพื่อให้หาความสุขกับการ..มีชีวิต..ต่างหาก.."
        ความทุกข์ของคนมีอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น...คือความคิด..หากเราสามารถหยุดคิดได้เมื่อไรความทุกข์จะหายไปทันที..ความคิดเป็นพื้นฐานของความอยากทั้งสิ้น ความยากคือกิเลส เมื่อเกิดกิเลสก้ต้องเกิดทุกข์แน่นอน..หลายคนคงจะพูดว่า ไม่คิดแล้วจะมีชีวิตอยู่อย่างไร..นั้นละครับคุณกำลังจะพยายามทำความเข้าใจในการใช้ชีวิตเข้าแล้วเต็มๆ สิ่งที่ได้รับคือ ความทุกข์ครับ
       ความคิดที่คนส่วนมากคิดมีเพียง 2 ด้านเท่านนั้นคือ..คิดเรื่องของอดีต..เราพยายามมองและค้นหาสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วเพื่อจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันหวังว่าจะเข้าใจชีวิตของตนเองมากยิ่งขึ้น แต่เชื่อเถิดยิ่งคิดก็ยิ่งเพิ่มปัญหาขึ้นมาอีกมากมาย..เพราะเราไม่สามารถแก่ไขอดีตได้เลย ดังนั้นสิ่งที่เราคิดจึงเป็นการสร้างปัญหาใหม่ๆตามมาตลอด
       อีกส่วนหนึ่งที่คนส่วนมากคิดก็คือ เรื่องราวของอนาคต..ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึงคนส่วนมากมักจะผวงถึงอนาคตว่าจะไม่เป็นดังที่ต้องการ(ความยากให้เป็น) พยายามหาข้อมูลมาประกอบสร้างเป้าหมายเพื่อรองรับสร้างเรื่องราวไว้ล่วงหน้าเพื่อสำหรับแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นการสร้างความกลัวขึ้นมาในความคิด ความกลัวคือความทุกข์ 
      ความคิดอีกด้านหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ลืม และไม่ค้อยให้ความจริงจังกับการใช้ความคิดเพื่อด้านนี้กัน ด้านนั้นคือปัจจุบัน..หากเราเข้าใจและไม่หลงไปใช้ความคิดกับอดีตและอนาคต..เพียงแค่เราให้ความสนใจในการดำรงชีพที่อยู่ปัจจุบัน..ขณะ..มองมันให้ออกและแก่ไขมันให้ดีอยู่กับมันในวินาทีนั้นๆ ท่านจะมองเห็นว่า อนาคตไม่มีอะไรแน่นอนเลยบางทีสิ่งที่เราคิดอาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ หรือเราอาจมีชีวิตไม่ถึงวันนั้นๆก็ได้..แต่ปัจจุบันนี้ต่างหาก..ที่เป็นการสร้างกรรมใหม่ อันมีผลต่ออนาคตอย่างแน่นอน มีผลที่เราต้องชดใช้กรรมที่เราก่อจากปัจจุบันในอนาคตแน่แท้
      สิ่งที่ควรทำที่สุดคือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตมันต้องดีแน่นอน และหากมันไม่เป็นไปในทางที่เราต้องการ มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัย อะไรมันจะเกิดมันต้องเกิด อย่าไปบังคับมันเลย ความต้องการให้อนาคตเป็นไปตามความต้องการของเรานั้นคือความกลัว..ที่น่ากลัวที่สุด ความกลัวคือความทุกข์ รู้จักความกลัว ก็รู้จักทุกข์ รู้จักความทุกข์ได้ ก็ละความทุกข์ได้แน่นอน เมื่อละทุกข์ได้..ชีวิตก็มีความสุข..
      คุณต้องการคสามสุข หรือความทุกข์  สามารถควบคุมและสั่งการได้ด้วยตัวคุณเอง อย่าให้สิ่งที่ผ่านมา หรือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง มีส่วนมาบงการชีวิตคุณเลย อย่าไปพยายามเข้าใจชีวิต..แต่จงใช้ชีวิตในแต่ละวินาทีอย่างมีความสุข..อย่าตระหนกตกใจกับการกระทำของตนเองที่ผ่านมา เพราะชีวิตของเราคือการลองผิดลองถูก..คนกล้าตายครั้งเดียว คนขี้ขลาดตายหลายครั้ง
      หลวงปู่ชาได้กล่าวไว้ว่า "จงเป็นคนปลูกต้นไม้เถิดโยม...จงอย่าเป็นต้นไม้เสียเอง..มันทุกข์"